Project Description

วันที่: 24 มกราคม 2563

     ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ ของบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับและเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กำหนดมาตรการเชิงรุกเกี่ยวกับหมายจับค้างเก่า  โดยให้เพิ่มความเข้มในการสืบสวนจับกุมเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่มีหมายจับ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ดำเนินการตรวจสอบคนไทยที่มีหมายจับและคนต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ     เจ้าหน้าที่ ตม.จว.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีชายคนหนึ่ง ใช้บัตรประชาชนชื่อ นายสมบูรณ์ฯ ซึ่งเป็นบัตรประชาชนปลอม น่าเชื่อว่าแฝงตัวหลบหนีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่โดยไม่ทราบชื่อสกุลจริง และอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายสมบูรณ์ฯ ตัวจริงนั้น ได้ถึงแก่ความตายแล้ว จึงได้ออกสืบสวนติดตามตัวนายสมบูรณ์ฯ ตัวปลอมดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนทราบข้อมูลว่าชายคนดังกล่าว ชาวบ้านละแวกนั้นเรียกว่า “อาจารย์” เนื่องจากเคยบวชเป็นพระที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอถลางมาก่อนตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๓๓ ถึง ๒๕๔๙ จึงได้สึกจากสมณเพศ จากนั้นได้รับจ้างทำงานอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ณ หาดกะหลิม  อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต และพักอาศัยอยู่ที่อาคารพักอาศัย ใกล้วัดบางเทา อ.ถลาง จ.ภูเก็ต จึงได้ออกไปตรวจสอบ ซึ่งเมื่อไปถึงได้พบชายคนดังกล่าวมีตำหนิรูปพรรณตามที่สายลับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปแสดงตนและขอตรวจสอบบัตรประชาชน ชายคนดังกล่าวซึ่งพูดไทยชัดเจนได้แจ้งว่าตนชื่อนายสมบูรณ์ฯ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ และ  แสดงบัตรประชาชนปลอมดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่าบัตรประชาชนที่แสดงนี้เป็นบัตรประชาชนปลอม ชายคนดังกล่าวจึงรับสารภาพว่าตนชื่อนายกิ๊ม อายุ 49 ปี สัญชาติกัมพูชา และรับสารภาพว่าตนเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองและบัตรประชาชนดังกล่าวเป็นบัตรประชาชนปลอม นอกจากนี้ยังให้การว่า เดิมตนเป็นพระกัมพูชา หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยและได้บวชและอาศัยอยู่ในวัดแห่งหนึ่งที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๓ กระทั่งสึกจากสมณเพศปี พ.ศ.๒๕๔๙ จากนั้นได้ติดต่อให้เพื่อนชาวกัมพูชาทำบัตรประชาชนไทยปลอมโดยการส่งรูปไปให้เพื่อนของตนทำบัตรประชาชนปลอมให้ เจตนาเพื่อให้ตนอาศัยอยู่ในประเทศไทย และตั้งแต่ปี พ.ศ.2549              เป็นต้นมานั้นตนใช้ชื่อว่า นายสมบูรณ์ฯ กระทั่ง เมื่อปี พ.ศ.2556 บัตรประชาชนปลอมใบแรกของตนหมดอายุ ก็ได้ส่งรูปถ่ายตนให้เพื่อนคนดังกล่าวอีกครั้ง และได้บัตรประชาชนชื่อนายสมบูรณ์ฯ ใบที่สอง (ของกลางในคดีนี้) มาติดตัวไว้ใช้เรื่อยมากระทั่งถูกจับกุม โดยค่าทำบัตรประชาชนปลอม ราคา 15,000 บาท  โดยตนไม่รู้จักกับ นายสมบูรณ์ฯ ตัวจริงแต่อย่างใด ตม.จว.ภูเก็ต จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้ รับอนุญาต, ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน และ ใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม, ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม” นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชิงทะเล จว.ภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมาย ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้นำบัตรประชาชนของกลางนั้นตรวจสอบพบว่าชิปของบัตรแสดงชื่อของ   นายเอกพงศ์ฯ ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลหน้าบัตรที่ปรากฏชื่อของ นายสมบูรณ์ฯ บนหน้าบัตรแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ทำการขยายผลหาแหล่งผลิตบัตรประชาชนปลอมและเครือข่ายทำปลอมบัตรประชาชนต่อไป สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับและมีเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด  กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507  ซอยสวนพลู  แขวงทุ่งมหาเมฆ  เขตสาทร  กรุงเทพมหานคร 1012